ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » ข่าวรายวัน » การเมือง

“จตุพร” รุกหนักประกาศกร้าว รื้อกฎหมายยุค คมช.177 ฉบับ

“จตุพร” รุกหนักประกาศกร้าว รื้อกฎหมายยุค คมช.177 ฉบับ


“จตุพร” รุกหนักประกาศกร้าว รื้อกฎหมายยุค คมช.177 ฉบับ อ้างกระบวนการออกกฎหมายไม่ชอบเพราะ สนช.ลงมติทั้งๆที่ องค์ประชุมไม่ครบ ลั่นหลังหมดปัญหาน้ำท่วมจะสังคายนาครั้งใหญ่ “พร้อมพงศ์” สำทับ ปชป.ต้องการปกป้องทายาท คมช.เลยออก มาค้านหัวชนฝา ขณะที่ “อภิสิทธิ์” ฉะพรรคเพื่อไทยต้องการขยายฐานอำนาจ หวังล้วงลูกตั้งแต่กองทัพยันองค์กรอิสระ “เทพไท” ท้า “จตุพร” ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปชป.เตรียมล่ารายชื่อยื่นเรื่องถอดถอน “กฤษณา-ธีระชัย” กรณีแทรกแซงโยกย้ายพนักงาน อสมทท่ามกลางเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้าน ผบ.เหล่าทัพ และนักวิชาการบางส่วน แต่พรรคเพื่อไทยยังยืนยันจะเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม และล่าสุด นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ถึงขั้นประกาศกร้าวจะรื้อใหญ่ กฎหมาย 177 ฉบับในยุค คมช. ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยที่องค์ประชุมไม่ครบ

“จตุพร” ห้าวรื้อ ก.ม.ยุค คมช.177 ฉบับ

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวถึงเสียงวิจารณ์กรณีกลุ่มคนเสื้อแดง และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การไปหาเรื่องหรือท้าทายกองทัพ ไม่ได้ต้อง การให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายในกองทัพ ถ้าพวกเราคิดจะต่อต้านโผโยกย้ายทหารจริง ต้องทำล่วงหน้ากันเป็นเดือน แต่ตอนนี้การโยกย้ายนายทหารจบไปแล้ว มีการโปรดเกล้าฯแล้ว คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เราเข้าใจสภาพของ รมว.กลาโหมว่า มีแค่ 1 เสียง ไปทำอะไรไม่ได้ และถึงแม้จะไม่พูดเรื่องนี้ แต่ถ้าทหารอยากปฏิวัติหรือทำอะไร เขาก็ทำอยู่ แล้ว ขณะนี้เราพูดถึงองค์รวมขององคาพยพของการตรา กฎหมายโดยมิชอบ รากเหง้าของปัญหามาจากการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นเครื่องมือของคมช. ได้ตรากฎหมายออกมาใช้ 211 ฉบับ โดยมีถึง 177 ฉบับเป็นการตรากฎหมายโดยมิชอบ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะองค์ประชุม สนช.ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คือไม่ครบ 125 เสียง ซึ่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมก็เป็นหนึ่งในนั้น รวมไปถึง พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ลักษณะเดียวกัน

สนช.ทำคลอดทั้งที่องค์ประชุมไม่ครบ

นายจตุพรกล่าวว่า การพิจารณา พ.ร.บ.ดังกล่าวในวาระแรกมีองค์ประชุมแค่ 84 คน วาระที่ 3 มีแค่ 85 คน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าถ้าองค์ประชุมไม่ถึงครึ่งมีอันให้กฎหมายนั้นตกไป แต่ประเด็นคือ รัฐบาลขณะนั้นคือรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เอากฎหมายซึ่งออกโดยมิชอบไปทูลเกล้าฯ เรื่องนี้มีการซ่อนเงื่อนกันไว้ กฎหมายสมัย คมช.ออกมา 211 ฉบับ องค์ประชุมไม่ถึงครึ่งมีถึง 177 ฉบับ ถือว่าตรากฎหมายโดยมิชอบ เราจึงมาพูดถึงองค์รวมว่าจะสังคายนากฎหมายเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยร่างกฎหมายป.ป.ช.ให้ตกไป เพราะเรื่ององค์ประชุม แต่มีการพยายามเขียนคำวินิจฉัยซ่อนอยู่ เพื่อไม่ให้ดำเนินการกับกฎหมาย 177 ฉบับ เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหลังจากผ่านการพิจารณาของ สนช. รัฐธรรมนูญบังคับว่าจะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนทูลเกล้าฯ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้กฎหมาย ป.ป.ช.มีสภาพเป็นโมฆะและให้ตกไป พอไปดูในราชกิจจานุเบกษาพบว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซ่อนเอาไว้ในหน้า 10 ระบุว่ากฎหมายที่ประกาศใช้ไปแล้วไม่สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้อีก ทั้งที่ตัวเองวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ที่ผ่านโดยสนช.เสียงไม่ถึงครึ่งถือเป็นโมฆะ

เตรียมสังคายนาใหญ่หลังน้ำลด

“เมื่อถึงช่วงหลังน้ำลดแล้วจะเร่งหารือกับฝ่ายกฎหมายของพรรค ส.ส. นักกฎหมาย และนักวิชาการทุกภาคส่วน ว่าเราจะขับเคลื่อนหาทางออกกันอย่างไร ถ้าไม่เดินอะไรเลยเราก็โดนแบบสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มันหนีไม่พ้น จริงๆ เมื่อผู้รับสนองพระบรมราชโองการไปกราบบังคมทูลกฎหมายที่ตราโดยมิชอบและได้ถูกนำมาใช้ ก็ยังไม่เคยมีช่องทาง ยังไม่เคยให้มีการวินิจฉัยออกมา ซึ่งความรับผิดชอบอยู่ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ นายกฯ ในขณะนั้น จะมาบอกว่าในเมื่อกฎหมายตราผิด แต่ก็ประกาศใช้กันไป คงทำอย่างนั้นไม่ได้ เราจึงต้องมาสังคายนาว่าจะใช้กฎหมายที่มีกระบวนการตราขึ้นโดยมิชอบต่อไปหรือไม่ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคอยู่ล้วนแต่มีการตราผิด มีสภาพเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น เอามาใช้ไม่ได้ทั้งนั้น มันมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ทนใช้กันไป กับเมื่อเห็นว่ามันผิดก็ควรทำให้มันถูก โดยอาจทำควบคู่กันไปกับการพิจารณาแก้ไขรัฐ ธรรมนูญก็ได้” นายจตุพรกล่าว

ยันไม่คิดล้วงลูกกองทัพ

พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี แกนนำนายทหาร ตท. 10 ในพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความพยายามผลักดันแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ที่พรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์ว่าเป็นการท้าทายกองทัพและจะจุดชนวนทำให้เกิดการปฏิวัติว่า ไม่ใช่การท้าทาย แต่เราอยากให้การบริหารงานในกระทรวงกลาโหมเป็นไปตามรูปแบบเหมือนกระทรวงอื่น รมว.กลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวงกลาโหมควรจะมีอำนาจในการพิจารณาอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ทุกอย่าง ในบอร์ดกลั่นกรองรัฐมนตรีมีเสียงเดียว แต่ผบ.เหล่าทัพมี 5 เสียง ทำอย่างไรมันก็ไปไม่ได้ จะว่าฝ่ายการเมืองล้วงลูกก็ไม่ใช่ เพราะทุกกระทรวงก็ไม่ได้มีคณะกรรมการแบบนี้ ไม่เช่นนั้นต่อไปกระทรวงอื่นตั้งอธิบดีมาเป็นกรรมการแล้วก็ย้ายใครไม่ได้เลย รัฐมนตรีทำอะไรไม่ได้ “สิ่งใดที่ทำไว้ไม่ถูกต้อง ไม่เวิร์ก ก็ควรจะแก้ไข ส.ส.คงต้องนำไปหารือกับพรรคอีกที ผมเห็นว่าควรจะยกเลิก พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้วกลับไปใช้ระเบียบเดิมของกระทรวงกลาโหมที่เคยปฏิบัติกันมา ไม่ต้องมีคณะกรรมการที่ให้อำนาจกันแค่ ผบ.เหล่าทัพ 5-6 คน แต่ละเหล่าทัพจัดทำบัญชีขึ้นมาแล้วเสนอต่อ รมว.กลาโหมดูในภาพรวม ไม่ใช่รัฐมนตรีแก้ไขทำอะไรไม่ได้เลยเหมือนในปัจจุบัน สิ่งใดควรแก้ไขก็ต้องแก้ เสถียรภาพของรัฐบาลมีหลายส่วน ไม่ใช่เฉพาะจากส่วนนี้เพียงส่วนเดียว”

ซัด ปชป.ปกป้องทายาท คมช.

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าการแก้ พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหมเป็นการฟื้นระบบทักษิณ เพื่อให้พรรคเพื่อไทยควบคุมกองทัพว่า ไม่เป็นความจริง เป็นการใส่ร้ายป้ายสี ส.ส.พรรคเพื่อไทยและนักวิชาการบางคนสนับสนุนให้แก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวเพราะเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ เป็นกฎหมายที่เกิดในยุค คมช. การผ่านกฎหมายทำกันอย่างเร่งรีบ ทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจล็อกสเปก เมื่อวันนี้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว หากจะแก้ไขเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจก็อาจแก้ไขได้ อย่างไรก็ตามความเห็นเรื่องการแก้ พ.ร.บ.ดังกล่าวต้องนำเข้าหารือ

ในที่ประชุมพรรคก่อน เพราะต้องอาศัยสภาผู้แทนราษฎร แต่รู้สึกแปลกใจว่าเหตุใด ส.ส.ประชาธิปัตย์จึงค้านหัวชนฝา เป็นเพราะที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์หรือไม่ เพราะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางคนมีพ่อเคยอยู่ในคณะรัฐประหาร แสดงว่ากำลังปกป้องใครอยู่หรือไม่

แจง กมธ.ไม่แทรกแซง 3 เหล่าทัพ

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การเชิญตัวแทน 3 เหล่าทัพมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเป็นสิ่งไม่เหมาะสมนั้น มองว่าเป็นแค่เกมการเมือง ต้องการดิสเครดิตรัฐบาล ทั้งนี้ การที่คณะกรรมาธิการจะออกคำสั่งเรียกใครมาให้ข้อมูล ต้องเป็นไปตามมติคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งมีทั้ง ส.ส. รัฐบาลและฝ่ายค้าน หากใช้อำนาจเรียกอย่างไม่ถูกต้อง คณะกรรมาธิการก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษจำคุก 2-10 ปี ดังนั้น คณะกรรมาธิการต้องระวังเรื่องการเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลอยู่แล้ว คณะกรรมาธิการทุกคณะไม่มีทางใช้อำนาจแทรกแซงหน่วยงานตามที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา แต่การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาคัดค้านเรื่องนี้เป็นการเอาใจใครอยู่หรือไม่

“อภิสิทธิ์” สับ พท.จ้องขยายอำนาจ

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทยโดยนายจตุพร พรหมพันธ์ุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ระบุจะเคลื่อนไหวกดดันให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมทันทีหลังเสร็จสิ้นสถานการณ์น้ำท่วมว่า หากจะมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวต้องบอกให้ได้ว่ากฎหมายที่ใช้อยู่มีปัญหาในเชิงนโยบายอย่างไร ถ้าไม่มีคำตอบให้สังคมก็ไม่มีเหตุผลจะแก้ไข เพราะพฤติกรรมดังกล่าวเชื่อว่าเป็นความพยายามที่จะขยายฐานอำนาจของตัวเอง เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยพยายามทำและนำ เสนอมาตลอด ไม่เฉพาะกรณีของกองทัพเท่านั้น แต่รวมไปถึงองค์กรอิสระต่างๆ ทั้งที่เจตนารมณ์ของการปฏิรูป

การเมืองที่มีรัฐธรรมนูญปี 2540 ส่วนหนึ่งคือการไม่ให้มีการขยายอำนาจฝ่ายการเมืองมากเกินไป คือต้องการให้ฝ่ายการเมืองทำในเชิงนโยบาย แต่มิติในการบริหารบางเรื่อง เช่น นโยบายการเมืองความมั่นคงไม่ควรที่จะมีฝ่ายการเมืองเข้าไปมากเกินไป

ท้ายื่นศาล รธน.ตีความ

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่นายจตุพรเสนอแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมโดยอ้างความไม่สมบูรณ์ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะเกิดในยุค คมช. และเทียบเคียงกับกรณีศาลรัฐธรรมนูญตีตกร่างกฎหมาย ป.ป.ช.เนื่องจาก สนช.โหวตในขณะที่องค์ประชุมไม่ครบนั้น ถ้าจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเหตุก็ควรไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมมีความสมบูรณ์หรือไม่ และหากจะอ้างถึงกฎหมายเกิดในยุค คมช.ก็ต้องย้อนกลับไปดูกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกิดขึ้นในยุคของคมช.และการรัฐประหารที่ผ่านมา ซึ่งยังใช้อยู่ และพรรคเพื่อไทยใช้ประโยชน์จากกฎหมายที่เกิดขึ้นจากเผด็จการเหมือนกัน วันที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลทั้งในยุคนายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถึงตอนนี้ในยุคของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ้าจะปฏิเสธไม่ยอมรับกฎหมายจากเผด็จการ ก็ไม่ควรที่จะรับตำแหน่งทางการเมืองที่เกิดจากกฎหมายเหล่านี้ด้วย ส่วนที่มีข้อเสนอให้คณะกรรมาธิการเชิญ ผบ.เหล่าทัพมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมนั้น มองว่าไม่ใช่บทบาทหน้าที่โดยตรงของ ผบ.เหล่าทัพ แต่น่าจะเป็นเรื่องของเจ้ากรมพระธรรมนูญมากกว่า การที่พยายามชี้นำไปยัง ผบ.เหล่าทัพคงเพราะต้องการเอาผู้นำเหล่านี้มาขึ้นเขียงในคณะกรรมาธิการ ดังนั้น ไม่อยากให้เหมือนเกมการเมือง หรือทำเรื่องนี้ในลักษณะฟื้นฝอยหาตะเข็บ

ส.ว.หนุนแก้ พ.ร.บ.กลาโหม

นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการทหาร วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวจะแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหมว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวต้องมีการแก้ไขแน่นอน มีอย่างที่ไหนกองทัพใหญ่กว่ารัฐบาล และ พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้ออกมาในสภาวะปกติ แต่ออกในยุคปฏิวัติ ผู้สื่อข่าวถามว่า หากแก้ พ.ร.บ.ดังกล่าวอาจเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพได้ นายประสิทธิ์ตอบว่า ขัดแย้งอะไร กองทัพต้องอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกเขามาด้วย ทั่วโลกกองทัพก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารราชการของรัฐบาล

ชี้กองทัพพยายามแข็งข้อ

เมื่อถามว่า กองทัพระบุว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวป้องกันการล้วงลูกจากรัฐบาล นายประสิทธิ์ตอบว่า กลัวล้วงลูกหรือจะแข็งข้อกันแน่ กองทัพมีไว้ป้องกันประเทศ ไม่ใช่ได้งบน้อยก็จะปฏิวัติ ฮึ่มๆอยู่นั่น เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเอาแน่ แต่จะเป็นเมื่อไหร่เท่านั้น ตอนนี้จุดประเด็นโยนหินถามทางไปก่อน เมื่อถามว่า หากทหารไม่ยอมอาจเกิดการปฏิวัติได้ นายประสิทธิ์ตอบว่า อย่าลืมว่าหน่วยงานอื่นอย่างกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ไม่ได้เล็กกว่าแม่ทัพ ยังต้องบริหารภายใต้การกำกับของรัฐบาล มีประเทศไทยนี่แหละที่ทหารใหญ่มาก แต่ตนไม่เชื่อเรื่องปฏิวัติ วันนี้ประเทศไม่ใช่ที่ลองผิดลองถูกอีกแล้ว การจะปฏิวัติหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การแก้ไข  พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่อยู่ที่การบริหารงานของรัฐบาล หากนโยบายที่ออกมาไม่ถูกใจประชาชน เขาต้องไปอยู่แล้วไม่ต้องปฏิวัติหรอก แต่ถ้าออกมาถูกใจ เรื่องทำปฏิวัติก็ลืมไปได้เลย ขืนทำนองเลือดแน่

พท.โวยดิสเครดิตยื่นถอด 2 รมต.

สำหรับกรณีพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นถอดถอน น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง โดยระบุว่ามีการใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อให้มีการโยกย้ายพนักงานบริษัท อสมท ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 48 นั้น นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเกมการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการดิสเครดิตรัฐบาล เพราะการกระทำของรัฐมนตรีทั้งสองคนปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง ไม่เข้าข่ายแทรกแซงการทำงานหรือการเสนอข่าว แต่หากเป็นลักษณะการให้คำแนะนำก็สามารถทำได้ ไม่เข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์กำลังสร้างข่าวไร้สาระรายวัน ควรค้านอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เล่นเกมการเมืองทุกเรื่อง

ปชป.เตรียมล่าชื่อ ส.ส.ยื่นถอดถอน

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีโฆษกพรรคเพื่อไทยระบุพรรคประชาธิปัตย์ดิสเครดิตทางการเมืองในการจะยื่นถอดถอน น.ส.กฤษณาและนายธีระชัย ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่การดิสเครดิต เพราะรัฐมนตรีทั้งสองคนไม่ได้เป็นเป้าหมายหรือแกนนำสำคัญของพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อเห็นว่ามีการกระทำผิดอย่างโจ่งแจ้ง มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความในหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจระบุชัดเจนว่าได้รับมอบหมายจาก รมว.คลังให้ประธานกรรมการ อสมทดำเนินการตามข้อเสนอของ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นได้ชัดว่ารัฐมนตรีทั้งสองฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ครม.เงาของพรรคประชาธิปัตย์มอบหมายให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.ยุติธรรม ดูแลเรื่องกฎหมายและตรวจสอบข้อเท็จจริง และมอบหมายให้นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ไปศึกษาหาแนวทาง หากพบการกระทำความผิดจริงให้ยกร่างหนังสือถอดถอน ซึ่งจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม.เงานัดพิเศษวันที่ 10 ต.ค. และในการประชุม ส.ส.ของพรรควันที่ 11 ต.ค. จะเปิดโอกาสให้ส.ส.ลงชื่อให้ครบตามเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาดำเนินการตามกระบวนการถอดถอนต่อไป

กต.ดัน “สีหศักดิ์” นั่งปลัดบัวแก้ว

ทางด้านความคืบหน้าในการจัดโผโยกย้ายข้าราชการ ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศประจำปีนี้มีตำแหน่งข้าราชการระดับ 10 เกษียณอายุราชการรวมทั้งสิ้น 19 คน โดยรายชื่อที่จะมีการเสนอแต่งตั้ง อาทิ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายพิษณุ จันทร์วิทัน รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส นายธีรกุล นิยม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา พี่ชายของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ สายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โยกไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ขยับนายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล มาเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แทน

“มาริษ” ย้ายเป็นทูตที่แคนเบอร์รา

นายวิบูลย์ คูสกุล ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ประจำกรุงไทเป ไต้หวัน ย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง แทนนายเปี่ยม–ศักดิ์ มิลินทจินดา ที่เกษียณอายุราชการ และนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล คนสนิทที่เคยติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย นายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา ที่เพิ่งถูกถอดออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมายของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ไปเป็นผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ประจำกรุงไทเป

จัดแถวทูตโซนยุโรป

นายบรรสาน บุนนาค อธิบดีกรมพิธีการทูต คาดว่าไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ แทนนายอัครสิทธิ์ อมาตยกุล ที่เกษียณอายุราชการ น.ส.ทัศนาวดี เมี้ยนเจริญ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ ไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย นายสุรพิทย์ กีรติบุตร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี แทนนายสมศักดิ์ สุริยวงศ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโรม ที่จะไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา คาดว่าจะย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน  สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แทนนายจริยวัฒน์ กนิษฐะเสน ที่เกษียณอายุราชการ นายอิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา แทนนายโฆษิต ฉัตรไพบูรณ์ ที่เกษียณอายุราชการ และนายจักร บุญ-หลง อธิบดีกรมการกงสุล ไปเป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ทั้งนี้ รายชื่อบางส่วนได้ทยอยส่งไปขอความเห็นจากรัฐบาลแต่ละประเทศก่อนจะส่งกลับมา เพื่อให้ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป

เขียนเมื่อ : 10 ต.ค. 2554,10:18   เข้าชม : 747 ครัั้้ง   แจ้งลบ

ข่าวรายวัน » การเมืองอื่นๆที่น่าสนใจ
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เปิดประชุมตามปกติวันนี้
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เปิดประชุมตามปกติวันนี้ โดยมีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยเท่านั้น
ฮือฮา 'เลข 8' นายกฯปู
นายกฯ ระบุ ข้อเสนอยุบสภาภายใน 9 เดือนเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุด
นายกรัฐมนตรี ระบุ ข้อเสนอยุบสภาภายใน 9 เดือนเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุด หากกลุ่มคนเสื้อแดงรับไปพิจารณา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการเจรจากับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า รัฐบาลพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยเฉพาะข้อเส
พรรคเพื่อไทย เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมืองด้วยระบบรัฐสภา
นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติไม่พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : “จตุพร” รุกหนักประกาศกร้าว รื้อกฎหมายยุค คมช.177 ฉบับ
ชื่อ
อีเมล์
รายละเอียด
รหัสลับ