สถานการณ์อุทกภัยใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบครึ่งศตวรรษ แบบที่แทบไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย ข้อมูลที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปยังมีน้ำท่วมใน 27 จ. ภาคเหนือ กลาง และอีสาน ครอบคลุม 186 อภ. เดือดร้อนกว่า 7.7 แสนครอบครัว 2.3 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 307 ราย สูญหาย 3 คน พื้นที่ที่ยังจมบาดาล รวม 186 อำเภอ 1,463 ตำบล 10,999 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 779,522 ครัวเรือน 2,320,169 คน ไม่นับรวมที่การประกาศของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ศปภ. ให้อพยพผู้คน เครื่องจักร ในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 6 แห่ง ทั้งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 5 แห่ง และแห่งล่าสุดที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครที่ปทุมธานี เป็นแห่งที่ 6 น้ำปริมาณมหาศาล จ่อเข้าเขตสายไหม ดอนเมือง ของกทม.เป็นพื้นที่ต่อไป
เรียกได้ว่า"หนักหนาสาหัส" ทำเอารัฐบาล"ยิ่งลักษณ์" หรือปู 1 ของพรรคเพื่อไทย และผู้สนับสนุนอย่างกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.ถึงกับอยู่ในอาการ"อึ้งกิมกี่" อยู่ในภาวะ"เมาน้ำเสียสูญไปทีเดียว" ขณะที่ตัวเลขความเสียหายที่มีการประเมินในเบื้องต้นมากกว่า 2 แสนล้านบาท เสียหายทั้งในภาคอุตสาหกรรมและ ภาคการเกษตร ตัวเลขยังจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ หากมวลน้ำก้อนมหึมาสามารถเจาะทะลวงเข้าปราการคันกั้นน้ำที่เชื่อกันว่าแข็งแกร่งที่สุดในประเทศที่เป็นพื้นที่ไข่แดงอย่างกทม.ชั้นในได้
จึงได้เห็นการเข้าสู้กับมวลน้ำที่กำลังหาทางไหลเข้า กทม. อย่างที่เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่า เริ่มเอาเป็นเอาตายจากรัฐบาล ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งครั้งนี้นอกจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จากหน่วยงานราชการ รวมไปถึงฝ่ายที่ถือเป็นโจทก์สำคัญและเป็น"ไม้เบื่อไม้เมา" กับพรรคเพื่อไทย อย่างกองทัพ หรือจะเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ที่ยังต้องตัดสินใจสลายสีเสื้อมาช่วยกันแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ เนื่องจากถือเป็นความเป็นความตายของประเทศ อย่างที่กลุ่มนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำออกมาทักก่อนหน้า หากปล่อยให้น้ำท่วมพื้นที่กทม.ได้ ประเทศไทยเป็นอันจบเห่ทันที
ดังนั้น ประชาชนชาวไทยจึงได้เห็นภาพนายกรัฐมนตรีควงคู่กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จ่าฝูงกองทัพบกไปร่วมหารือวางแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมอยู่โดยตลอด ไม่เว้นแม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีรูปหล่อ หัวหน้าพรรคปชป. ยังต้องแวะเวียนมาที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ศปภ. ดอนเมือง เพื่อหารือและเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาอุทกภัย ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการเมืองไทย ที่ปรากฏแต่ความแยกแตกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายประชาชนคนไทยมาหลายปี แต่ก็ยังไม่รู้ว่าภาพแบบนี้จะปรากฏให้คนไทยได้เห็นอีกนานเท่าใด หรือจะหายไปกับสายน้ำ ทันทีเมื่อสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่คลี่คลายลดลงไป แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ทุกภาคส่วนในสังคมก็จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน ฟันฝ่าแก้ปัญหานี้ไปให้ได้ในที่สุด
ทั้งนี้ไม่อยากไป"ฟื้นฝอยหาตะเข็บ" กลับไปกล่าวถึงความผิดพลาด บกพร่องในการทำงานของนายกฯปู หรือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล รวมไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องน้ำโดยตรง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกรมชลประทาน ที่มีความผิดพลาดแม้แต่นายปลอดประสพ สุรัสวดี ผู้ช่วย ผอ. ศปภ. ยังต้องออกมายอมรับว่ารัฐบาลคาดการณ์ผิด ส่งผลต่อเนื่องมาทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่และยังไม่สามารถควบคุมปริมาณน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่เป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวง ไม่รวมถึงกรณีความสับสนในการแถลงข่าวที่ขัดแย้งกันเอง จนทำให้ประชาชนไม่ทราบว่าจะเชื่อใครดี เนื่องจากแหล่งข่าวระดับสูงในศปภ.เองก็ยังออกมายอมรับเองว่า "มีความอึดอัดใจ ที่ระบบราชการไทยต้องทำตามขั้นตอนเพราะกลัวข้ามหน้า เหนื่อยใจเห็นน้ำท่วมอยากช่วยมาก แต่ต้องฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา" หรือลามไปถึงการแย่งชิงการนำแก้ปัญหาโดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญอย่าง กทม.ระหว่างรัฐบาล พท.กับมรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม. คนของปชป. เพื่อความได้เปรียบในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในปีหน้า
มาถึงตอนนี้ จึงได้แต่ขอให้กำลังใจและเอาใจช่วยรัฐบาลและศปภ.ฝ่าฟันวิกฤติ และต้องไม่เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมาอีก เพราะนั่นจะทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์คงไม่สามารถแก้ตัวได้อีกต่อไป โดยเฉพาะที่มีหลายฝ่ายออกมาทึกทักให้รัฐบาลต้องพิจารณาทบทวนงบประมาณที่จัดเตรียมไว้ใน"โครงการประชานิยม" เพื่อหาเสียงของรัฐบาลเพื่อไทย เพราะต้องยอมรับว่าแม้ครม.ที่ผ่านมามีมติให้ตัดงบประมาณทุกกระทรวงลงประมาณ 10% เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย แต่ก็ไม่เพียงพออย่างแน่นอน
ทั้งนี้ หากนโยบายใดไม่มีความจำเป็นหรือสามารถรอไปก่อนได้ ก็ขอให้พิจารณาทบทวนและตัดงบฯดังกล่าวมาช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุทกภัย ซึ่งมีกว่า 2.2 ล้านคน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดอีกทางหนึ่ง แทนที่จะต้องใช้วิธีไปกู้เงินจำนวนมหาศาลมาฟื้นฟูบูรณะประเทศเพียงอย่างเดียว ทำให้เป็นภาระทางการเงินของประเทศ ซึ่งตัวเลขเบื้องต้นมีหลายฝ่ายออกมาระบุว่าอาจต้องขอกู้เงินถึง 3-4 แสนล้านบาทนั้น หนีไม่พ้นเป็นภาระให้กับลูกหลานคนไทยต่อไปในอนาคต ดังนั้นเราจึงน่าที่จะพิจารณาช่วยเหลือตัวเราเองก่อนเป็นดีที่สุด
ขณะเดียวกันก็เชื่อว่า การฟื้นฟูประเทศหลังประสบกับภาวะน้ำท่วมใหญ่ ในช่วงปลายปีน่าจะเป็นประมาณตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมเป็นต้นไป แนวทางแก้ไขคงไม่ใช่มีแต่การกู้เงินให้มาเป็นภาระหนี้สินของประชาชนในประเทศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องทำในทุกๆด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ปัญหาการฟื้นฟูภาวะจิตใจของผู้ประสบอุทกภัย แบบที่รัฐบาลชอบพูดว่า จะต้องดำเนินการแบบ"บูรณาการ"
ฉะนั้นก็ขอฝากให้รัฐบาล"นารีขี่ม้าขาว" ยิ่งลักษณ์ 1 ได้ตัดสินใจหาแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว รวมถึงการฟื้นฟูบูรณะประเทศหลังน้ำลด ที่นอกจากมีเป้าหมายต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนทั้งที่อยู่ในภาคส่วนของภาคธุรกิจ ภาคเกษตรกรรม ภาคบริการ ที่กลายเป็นกลุ่มคนตกงาน เพราะไม่มีรายได้และไม่สามารถประกอบอาชีพได้แล้ว ก็ต้องไม่ลืมว่าการตัดสินใจของรัฐบาลก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงในด้านการเงิน การคลัง ไม่ใช้จ่ายงบประมาณจนเกินตัวทำให้อาจกลายเป็นวิกฤติในอนาคต
ซึ่งต้องยอมรับ เป็นการยากที่จะประมาณการว่า จะต้องใช้มาตรการอะไร และหนักหรือเบาแค่ไหน ดังนั้นจึงถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาลปู 1 นอกจากการแก้ปัญหาให้น้ำที่ท่วมอยู่ไหลลงทะเลให้เร็วที่สุด โดยต้องพยายามไม่ให้น้ำเข้าท่วมกทม. หรือหากท่วมก็ต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในการหาจุดที่ลงตัวสำหรับประเทศคนไทยทุกคนจึงต้องจับตา "นายกปู" จึงต้องกล้าที่จะตัดสินใจ เป้าหมายสูงสุดมีเพียงอย่างเดียว ก็เพื่อคนไทย และประเทศไทยในอนาคต |