|
ตำแหน่งโฆษณา
|
|
|
 |
|
|
หมวด »
ข่าวรายวัน »
ข่าวเด่น
|
ตำรวจตรวจยึดรถ จยย.ต้องสงสัยของกลุ่มก่อการร้ายชาวอิหร่าน |
|
ตำรวจตรวจยึดรถ จยย.ต้องสงสัยของกลุ่มก่อการร้ายชาวอิหร่าน คาดเตรียมนำไปใช้สะกดรอยประกบเหยื่อติดระเบิดซีโฟร์ถล่มรถ คล้ายกับที่เกิดขึ้นในอินเดีย และจอร์เจียพุ่งเป้า “โรฮานี ไลลา” สาวเปอร์เซียคนเดียวน่าเป็นตัวการสำคัญ เปิดห้องโรงแรมนาซ่าเวกัสก่อนหน้า ห้ามแม่บ้านแตะต้องตู้เย็น ชุดสืบสวนเชื่อไว้แช่บึมป้องกันตูมตาม เพราะเจอไอร้อน พบสัญลักษณ์กลุ่มระบุคำ “SEJEAL” ส่อเค้าความรุนแรง “ปานศิริ” ยันคนไทยไม่มีเอี่ยว จ่อออกหมายจับเพิ่มรายที่ 5 ขณะที่ “คาซาฮี” กลับลำปิดปากเงียบเมื่อรู้มีเจ้าหน้าที่ “ยิว” มาสังเกตการณ์ ด้านรองนายกฯอิสราเอลยังฝังใจเป็นฝีมือกองกำลัง “คุดส์” จ้องโจมตีทูตยิวทั่วโลก
เหตุระเบิดสะเทือนกรุงรับวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ.ที่กลุ่มก่อการร้ายชาวอิหร่านประกอบบึมผิดพลาดตูมสนั่นบ้านเช่าในซอยปรีดีพนมยงค์ 31 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.จนต้องพากันหลบหนี แต่นายฟาอิต โมราติ อายุ 28 ปี ไปเจอตำรวจสายตรวจ สน.คลองตันแล้วพยายามปาระเบิดใส่ แต่พลาดซ้ำสองบึมขาตัวเองขาดบาดเจ็บสาหัสหนีไม่รอด ขณะที่นายคาซาฮี โมฮัมเหม็ด อายุ 42 ปี เพื่อนชาติเดียวกันจนมุมที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิระหว่างจะหนีออกนอกประเทศ ส่วนนายมาซุด เซดฮาฮัท ซาเดช อายุ 52 ปี ถูกทางการมาเลเซียควบคุมตัวไว้ได้ มีเพียงนางโรฮานี ไลลา สาวอิหร่าน กับชายชาวตะวันออกกลางอีกคนที่ยังลอยนวลอยู่เบื้องต้นเชื่อว่า เครือข่ายก่อการร้ายแดนเปอร์เซียกลุ่มนี้มีแผนจ้องสังหารเจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอลใน กทม.เหมือนที่ก่อเหตุกลางกรุงนิวเดลี อินเดียและเมืองทบิลิซี จอร์เจีย ก่อนหน้าเพียงวันเดียว
“ปานศิริ” ยันไม่มีคนไทยร่วม
ที่ สน.คลองตัน เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 ก.พ. พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดชาวอิหร่าน เรียกประชุมคณะทำงานประกอบด้วย พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.พิสิฏฐ์ พิสุทธิศักดิ์ รรท.รอง ผบช.น. พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนานกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.อ. ปานศิริ เผยถึงความคืบหน้าว่า ในการสอบสวนพยานบุคคลทั้งหมด เบื้องต้นทราบว่า ไม่มีคนไทยมาเกี่ยวข้องในขบวนการ มีแต่ชาวอิหร่านล้วนๆ ตามที่ออกหมายจับ ส่วนการค้นโรงแรมนาซ่า เวกัส ตำรวจเจอวัตถุพยานจำนวนหนึ่งและทราบว่าผู้ต้องหามีการ ซื้อรถ จยย.มาใช้ใน กทม.เมื่อไม่นานมานี้ แต่ขอฝ่ายสืบสวนหาข้อมูลก่อนว่า ผู้ต้องหาจะนำไปใช้ในการก่อเหตุระเบิดด้วยหรือไม่
จ่อขอหมายจับเพิ่มคนที่ 5
พล.ต.อ.ปานศิริกล่าวต่อว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเตรียมขออนุมัติศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับผู้ต้องหาอีกคนเป็นรายที่ 5 เชื่อว่ามีหลักฐานเพียงพอที่ศาลจะอนุมัติตามคำขอ เรื่องนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.ทราบข้อมูลความคืบหน้าแล้ว และยังกล่าวชมเชยตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ต้องเสียสละเวลาทำงานทั้ง 24 ชั่วโมง และต้องมาทำงานในวันหยุดราชการ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 ก.พ.จะเว้นการประชุม 1 วัน เพื่อให้ฝ่ายสืบสวนออกหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนจะนัดประชุมหาความคืบหน้าที่ บช.น.อีกครั้งในวันที่ 20 ก.พ.นี้
ค้นพบ จยย.ต้องสงสัย
ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนคดีระเบิด พ.ต.อ.ธัมรงค์ วงศ์แป้น รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.มานพ น่วมลิวงศ์ ผกก.สส 3 บก.สส.บช.น. พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานกลาง รวมทั้งกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจวัตถุระเบิด บก.สปพ.เดินทางไปบริเวณหน้าร้านเอเชีย การไฟฟ้า ระหว่างปากซอยปรีดีพนมยงค์ 29-31 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. ตรวจสอบรถ จยย.ต้องสงสัยของกลุ่มคนร้ายชาวอิหร่านที่มาจอดทิ้งไว้ตั้งแต่วันเกิดเหตุระเบิด พบเป็นรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ เอส 100 สีน้ำเงินคาดเทา ทะเบียน มนม 583 กรุงเทพมหานคร ใต้เบาะรถ จยย.พบ สติกเกอร์ 6 แผ่นพิมพ์ภาษาอังกฤษคำว่า “SEJEAL” แว่นกันแดดสีดำ 1 อัน และเล่มทะเบียนรถ จยย.ฮอนด้า เวฟ 100 เอส ทะเบียน ฬพค 583 กรุงเทพมหานครอีกคัน เจ้าหน้าที่ตรวจเก็บลายนิ้วมือและหาสารระเบิดก่อนนำไปไว้ที่ สน.คลองตัน
แก๊งอิหร่านซื้อไว้ก่อนปีใหม่
สำหรับรถ จยย.ต้องสงสัยคันนี้ ตรวจสอบแล้วถูกซื้อมาจากร้านจำหน่ายรถ จยย.มือสอง ชื่อ บริษัท ส.คลองตัน จำกัด เลขที่ 782-786 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กทม. ตั้งอยู่เยื้องกับจุดที่พบรถประมาณ 100 เมตร มีนางศิริพร พิเคราะห์กิจ อายุ 53 ปี เจ้าของร้านให้การว่า ประมาณวันที่ 20 ธ.ค.54 มีชายชาวตะวันออกกลางมาดู จยย.มือสองพร้อมสอบถามราคา ต่อมาวันที่ 30 ธ.ค.54 ชายชาวตะวันออกกลางคนเดิมและเพื่อนอีกคนมาติดต่อซื้อในราคา 26,400 บาท และเซ็นโอนลอยให้ไป แต่ตนหยิบเล่มทะเบียนผิดเป็น จยย.ฮอนด้า เวฟ 100 เอส สีน้ำเงินคาดเทา ทะเบียน ฬพค 583 กรุงเทพมหานครให้ไปแทน จากนั้นพยายามติดต่อเพื่อเปลี่ยนเล่มทะเบียนคืน แต่โทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ เมื่อไปหาที่นาซ่า เวกัส ทาวเวอร์ ที่แจ้งไว้ก็ไม่พบจึงแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ราวเดือนเศษ กระทั่งเจอรถจอดทิ้งอยู่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเป็นมือระเบิด
อ้างเอามาใช้ทำงานในไทย
อย่างไรก็ตาม มีพยานยืนยันว่า กลุ่มที่มาติดต่อซื้อรถ จยย.ประกอบด้วย นายฟาอิต โมราติ นายคาซาฮี โมฮัมเหม็ด และนายมาซุด เซดฮาฮัท ซาเตช เข้ามาเจรจากับพนักงานขายด้วยการสื่อสารภาษาอังกฤษอ้างเป็นชาวอิหร่านเข้ามาทำงานประจำอยู่ในเมืองไทย ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่โรงแรมนาซ่า เวกัส ใกล้แยกคลองตัน แต่ยังไม่มียานพาหนะไว้ไปทำงานจึงขอมาเลือกซื้อรถ จยย.มือสองไปใช้ และยินดีที่จะจ่ายเงินสด พนักงานจึงรับเงินสดจำนวน 26,400 บาท พร้อมออกใบรับเงินให้ แต่มีข้อแม้ว่าหากต้องการสมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถเล่มจริงกลับไป ขอให้นำหลักฐานทั้งหนังสือเดินทาง วีซ่า และใบอนุญาตทำงานในเมืองไทยมาแสดงให้ดูก่อน กลุ่มผู้ต้องหากลับอ้างว่าเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ขอเวลาอีกแค่ 1 สัปดาห์จะนำหลักฐานมาให้ดูแล้วออกอุบายซ้อนแผนให้พนักงานช่วยนำคู่มือเล่มจริงไปถ่ายเอกสารมาเก็บไว้ใต้เบาะรถก่อน เผื่อตำรวจเรียกตรวจค้นระหว่างทางจะได้มีหนังสือการครอบครองไว้แสดงเป็นหลักฐาน
ฉกเล่มทะเบียนแล้วหายหัว
เมื่อพนักงานขายทำตามที่ผู้ต้องหาร้องขอ นายมาซุดทำหน้าที่เป็นผู้ลงนามในใบเสร็จรับเงิน ใช้ชื่อปลอมว่า MR.MUSTAF MUSTAFOV และใส่เบอร์ติดต่อหมายเลข 090-650-1654 เอาไว้ให้ พอทั้ง 3 คน พากันขี่รถ จยย.ออกจากร้านไป พนักงานขายสังเกตเห็นว่า สมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถเล่มจริงของรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงินเทา ทะเบียน ฬพค 583 กรุงเทพมหานคร ที่ยังจอดขายอยู่ในร้านหายไป ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจคิดว่า ผู้ต้องหาจะหยิบติดมือไปด้วย และคงจะนำกลับมาคืน กระทั่งร้านเปิดให้บริการหลังช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ยังไม่มีวี่แววว่า ผู้ต้องหาจะย้อนกลับมาแสดงเอกสารให้ดูตามนัด เจ้าของร้านขายรถจึงสั่งให้พนักงานขายติดตามไปสอบถามที่โรงแรมนาซ่าเวกัสตามที่กลุ่มผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าพักอาศัยอยู่พบว่า ทั้งหมดและรถ จยย.หายไปแล้ว
เชื่อนำไปประกบเหยื่อบึม
ทั้งนี้ ชุดสืบสวนวิเคราะห์กันว่า รถ จยย.คันที่ กลุ่มก่อการร้ายแดนเปอร์เซียซื้อไปนั้นน่าจะอยู่ในแผนเตรียมการก่อเหตุสะกดรอยตามเป้าสังหารที่เป็นเจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอล เมื่อสบโอกาสจะนำระเบิดซีโฟร์ที่ยัดวิทยุทรานซิสเตอร์ติดแถบแม่เหล็กไปประกบแปะรถเก๋งของเหยื่อ เหมือนที่ลงมือก่อเหตุในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย และประเทศจอร์เจียที่กลางเมืองทบิลีซี แต่เกิดผิดแผนเนื่องจากการประกอบระเบิดผิดพลาดในบ้านเช่ากลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนต้องเผ่นหนี กระทั่งถูกจับกุมบางส่วน
“โรฮานี” กุญแจสำคัญ
ส่วนการตรวจห้องโรงแรมนาซ่าเวกัส ที่นางโรฮานี ไลลา อายุ 32 ปี เปิดเช่าไว้ ชุดสืบสวนได้พยานให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หญิงอิหร่านรายนี้มาเปิดห้อง 1011 ชั้นที่ 10 แบบรายเดือนช่วงต้นปี ก่อนขอย้ายไปอยู่ที่ห้อง 502 ชั้นที่ 5 แจ้งว่าจะพักถึงวันที่ 29 ก.พ. 55 โดยจ่ายค่าเช่าห้องและค่าประกันห้องไว้เป็นที่เรียบร้อย แต่กลับเดินทางออกจากห้องในวันที่ 4 ก.พ. แล้วไม่กลับมาที่ห้องอีกเลย ทุกครั้งที่นางโรฮานีออกจากโรงแรมจะนำกุญแจห้องไปด้วยและเวลาออกนอกโรงแรมก็จะใช้ผ้าคลุมหน้าตลอด เวลาเรียกแม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดในห้องจะยืนเฝ้าตลอดและจะคอยจู้จี้จุกจิกจนมีปัญหากับคนทำความสะอาดประจำตั้งแต่อยู่ที่ห้อง 1011 ชั้น 10 โดยกำชับไม่ให้เปิดตู้เย็นทำความสะอาดเด็ดขาด พอย้ายมาอยู่ชั้น 5 ก็มีปัญหากับโรงแรมด้วยเรื่องตู้เย็นเก่า ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยซื้อเครื่องดื่มไปแช่เลย ทำให้ชุดสืบสวนสงสัยว่า นางโรฮานีน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ระเบิดเพื่อเบนความสนใจเจ้าหน้าที่ และอาจเก็บระเบิดซีโฟร์ไว้ในตู้เย็นป้องกันความร้อนจนเป็นเหตุเกิดระเบิดขึ้นได้
ระบุสัญลักษณ์ “SEJEAL”
ตามคำให้การของแม่บ้านทำความสะอาดภายใน ห้องของนางโรฮานี ระบุด้วยว่า มีกระดาษแปะข้อความภาษาอังกฤษ และภาษาเปอร์เซียไว้ที่กระจกจำนวนมาก แต่ถูกเก็บออกไปจนเกลี้ยงในวันที่สาวอิหร่านเจ้าของห้องเดินทางออกจากโรงแรมก่อนกำหนด มีเพียงสติกเกอร์สกรีนคำว่า “SEJEAL” จำนวนกว่า 100 แผ่น วางอยู่เกลื่อนห้อง เป็นสติกเกอร์อันเดียวกับที่พบใต้เบาะรถ จยย.ของกลุ่มก่อการร้ายอิหร่านที่จอดทิ้งไว้ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 29 ใกล้ซอยเข้าบ้านเช่าเกิดเหตุ ตำรวจนำภาษาอังกฤษ และเปอร์เซียให้ผู้เชี่ยวชาญไปแปลแล้ว มีความหมายคล้ายจรวดมิสไซล์จากพื้นสู่ฟ้า บ่งบอกถึงการต่อสู้แบบรุนแรง น่าเชื่อจะเป็นสัญลักษณ์ประจำกลุ่ม
เชิญเพื่อนสนิทไขปริศนา
เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีมีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตภายในไทยของนางโรฮานี ไลลา อีกว่า เป็นคนเดียวของกลุ่มที่เข้าออกไทยมากที่สุดถึง 4 ครั้งในห้วงเวลาเกือบ 1 ปี และยังชอบใช้เวลาว่างไปลงเรียนหลักสูตรสอนภาษาที่สถาบันแห่งหนึ่งใจกลางกรุง มีเพื่อนชาวตะวันออกกลางที่สนิทสนมกันขณะเรียนภาษาอยู่กลุ่มหนึ่ง ตำรวจจึงออกติดตามเชิญตัวเพื่อนชาย 1 คน และเพื่อนหญิงอีก 3 คนของนางโรฮานีมาสอบปากคำไขพฤติกรรมส่วนตัวของคนร้ายสาวชาวอิหร่านรายนี้แล้วที่ สน.คลองตัน พร้อมเตรียมขยายผลค้นสถานที่ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหากลุ่มนี้อีกแห่ง
เร่งควานขบวนการที่เหลือ
พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าควบคุมงานสืบสวน ยังมอบหมายให้ พล.ต.ต.ปรีชา ธิมามนตรี ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. ประสานข้อมูลขยายผลพฤติกรรมของเครือข่ายก่อการร้ายกลุ่มดังกล่าวหาจุดเชื่อมโยงไปยังผู้ต้องสงสัยที่อาจหลงเหลือกบดานอยู่ในเมืองไทย รวมถึงตรวจประวัติผู้ต้องหาเปรียบเทียบขบวนการก่อการร้ายโจมตีเจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอลในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย และเมืองทบิลีซี ประเทศจอร์เจีย ที่ลงมือก่อเหตุในวันที่ 13 ก.พ.ก่อนหน้าเมืองไทยวันเดียว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทูต อิสราเอลมั่นใจว่า น่าจะโยงใยเป็นโครงข่ายเดียวกัน จำเป็นต้องขยายผลเก็บข้อมูลให้มากที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ขบวนการก่อการร้ายกลุ่มนี้ลอบเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่อิสราเอลในประเทศต่างๆทั่วโลกอีก
“คาซาฮี” กลับลำปิดปากเงียบ
ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู สถานที่ควบคุมนายคาซาฮี โมฮัมเหม็ด อายุ 42 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาชาวอิหร่าน วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า เต็มไปด้วยความเงียบเหงาเนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ จึงไม่มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เดินทางมา พบเพียงรถเก๋งของพนักงานสอบสวนจอดอยู่ด้านหน้าห้องกักเท่านั้น ส่วนการสอบปากคำของนายคาซาฮีไม่มีอะไรคืบหน้าเพิ่มเติม เพราะเจ้าตัวเกิดกลับคำให้การไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆแก่พนักงานสอบสวนอีกเลย หลังรู้ว่ามีเจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอลเข้าไปสังเกตการณ์ร่วมสอบปากคำด้วย
ผบ.ตร.ยังกั๊กกลุ่มลงมือ
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่านรายที่ 5 ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการระเบิดกลุ่มนี้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ส่วนจะใช่นายนิคคา ฟาร์ด จาวัด หรือไม่อยู่ ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้ เราไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลของชาวอิหร่านที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นพิเศษ เพราะเกรงจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเต็มที่ โดยจะป้องกันต่อเนื่องเพื่อให้สร้างความมั่นใจให้แก่ต่างชาติ ด้านการข่าวไม่ถือว่าหละหลวมหรือบกพร่อง เพราะเหตุการณ์เคยเกิดขึ้นที่ประเทศจอร์เจีย และอินเดีย แม้จะมีการเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ก็ตาม เหตุ ในเมืองไทยยังไม่ขอระบุกลุ่มใดเป็นผู้ลงมือ แต่ยืนยันประเทศไทยไม่ใช่คู่กรณี หรือกลุ่มเป้าหมาย ส่วนกรณีประเทศไทยถูกขึ้นบัญชีดำฟอกเงินสนับสนุนการก่อการร้ายนั้น เห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะไทยให้ความร่วมมือกับต่างชาติเป็นอย่างดี
“มาร์ค” จี้รัฐบาลต้องเคลียร์
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงินของฝรั่งเศสจัดให้ไทยอยู่ในบัญชีดำที่เป็นแหล่งฟอกเงินรายใหญ่ว่า ปัญหานี้รัฐบาลควรจะมีความชัดเจนในด้านนโยบาย ฝ่ายการเมืองควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการชี้แจง นอกเหนือจากให้ ปปง.ชี้แจงแล้ว เพราะประเทศไทยถูกกดดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นยิ่งทำให้มีความเชื่อมโยงกับการถูกขึ้นบัญชีดำมากขึ้น ดังนั้นขอให้รัฐมนตรีและรองนายกฯระมัดระวังคำพูด เพราะประชาคมโลกต้องการเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ควรออกมาพูดความจริงกับประชาชนเพื่อไม่ให้ตื่นตระหนก และรัฐบาลต้องมีความเข้มงวดทั้งเรื่องการจับกุม การดำเนินคดี การป้องกัน รวมถึงด้านการข่าว เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
“ยิว” ฝังใจกองกำลัง “คุดส์”
ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายโมเช ยาลอน รองนายกรัฐมนตรีของอิสราเอล ยังกล่าวหา พลจัตวากาเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลัง “คุดส์” หน่วยติดอาวุธลับภายใต้อาณัติกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน ผู้ทำงานใกล้ชิดและรับคำสั่งจากเหล่าผู้นำอิหร่าน เป็นผู้วางแผนก่อเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลในอินเดีย จอร์เจียและไทย โดยร่วมมือกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ระบุการโจมตีมีลักษณะเหมือนกัน ทั้งรูปแบบ วัตถุระเบิด แหล่งทดลองและผลิต ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วสหรัฐฯกล่าวหากองกำลัง “คุดส์” วางแผนลอบสังหารทูตซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐฯ แต่อิหร่านยังปฏิเสธข้อกล่าวหา
มีแผนโจมตีบุคคลสำคัญ
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงประจำหน่วยต่อต้านก่อการร้ายของรัฐบาลอิสราเอลระบุว่า อิสราเอลจะยังไม่ยกเลิกประกาศเตือนภัยการก่อการร้ายทั่วโลกในระยะเวลาอันใกล้ เพราะสถานการณ์ความปลอดภัยของพลเมืองอิสราเอลทั่วโลกยังวิกฤติ หลังมีรายงานว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและอิหร่านมีแผนจะก่อเหตุโจมตีบุคคลสำคัญของอิสราเอลที่เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่านายเอฮุด บารัค รมว.กลาโหมของอิสราเอล ตกเป็นเป้าการลอบสังหารระหว่างเดินทางเยือนสิงคโปร์เมื่อวันที่ 13 ก.พ. แต่สิงคโปร์ปฏิเสธว่าเป็นข่าวลือ ส่วนอิสราเอลระบุว่าต้องสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติม
มะกันบินถกผู้นำอิสราเอล
ฝ่ายสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ว่า นายทอม โดนิลอน ที่ปรึกษารัฐบาลสหรัฐฯ ด้านความมั่นคง มีกำหนดเดินทางเข้าพบนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แต่ปฏิเสธว่าการส่งตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯไปอิสราเอลครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในอินเดีย จอร์เจีย และไทย ทว่าเป็นการหารือเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง และมาตรการรับมือโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่นายวิลเลียม เฮก รมว.ต่างประเทศของอังกฤษ แถลงถึงความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน อาจทำให้เกิดสงครามเย็นรอบใหม่ที่ล่อแหลมต่อสันติภาพโลกมากกว่าสงครามเย็นระหว่างโลกตะวันตกกับอดีตสหภาพโซเวียตในอดีต เพราะทำให้ชาติตะวันออกกลางอื่นๆ ต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วย |
|
|
เขียนเมื่อ : 20 ก.พ. 2555,07:55
เข้าชม : 285 ครัั้้ง
แจ้งลบ
|
|
 |
ข่าวรายวัน » ข่าวเด่นอื่นๆที่น่าสนใจ |
 |
|
|
|
 |
|
 |
|
|